Skip to content
Home » บทความ » CPTPP คืออะไร ? ถ้าไทยเข้าร่วมจะส่งผลอย่างไรต่อการค้า เนื้อวัว และธุรกิจอาหาร

CPTPP คืออะไร ? ถ้าไทยเข้าร่วมจะส่งผลอย่างไรต่อการค้า เนื้อวัว และธุรกิจอาหาร

เมื่อพูดถึง CPTPP หลายคนอาจนึกถึงเรื่องการค้าเสรี ภาษีนำเข้า หรือการเปิดตลาดระหว่างประเทศ แต่สำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ร้านอาหาร และผู้ที่เกี่ยวข้องกับ เนื้อวัวนำเข้า เรื่องนี้มีความสำคัญมากกว่าที่คิด

เพราะความตกลงการค้าเสรีไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับผู้ส่งออกเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนต้นทุนของสินค้านำเข้า การแข่งขันระหว่างผู้ผลิต รวมถึงทางเลือกของผู้บริโภคในประเทศ

หนึ่งในสินค้าที่น่าจับตามองคือ เนื้อวัว เพราะประเทศสมาชิก CPTPP หลายประเทศเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเนื้อวัวรายสำคัญของโลก เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และแคนาดา

ดังนั้น หากวันหนึ่งประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP จริง คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะได้ประโยชน์หรือไม่” แต่คือ ใครจะได้ประโยชน์ ใครต้องปรับตัว และตลาดสินค้าอย่างเนื้อวัวจะเปลี่ยนไปอย่างไร

CPTPP คืออะไร

สารบัญ

CPTPP คืออะไร?

CPTPP หรือ Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership คือความตกลงการค้าเสรีพหุภาคีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ความตกลงนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกจาก TPP โดยประเทศสมาชิกที่เหลือได้ปรับข้อตกลงเดิมและจัดทำเป็น CPTPP

CPTPP ลงนามเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2018 และเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2018 สำหรับสมาชิกชุดแรก ก่อนที่จะทยอยมีผลกับสมาชิกประเทศอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบัน CPTPP ไม่ได้มีสมาชิกเพียง 11 ประเทศเหมือนช่วงเริ่มต้นอีกต่อไป เพราะ สหราชอาณาจักรเข้าร่วมในปี 2024 ทำให้ในปี 2026 มีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่

  1. ออสเตรเลีย
  2. บรูไน
  3. แคนาดา
  4. ชิลี
  5. ญี่ปุ่น
  6. มาเลเซีย
  7. เม็กซิโก
  8. นิวซีแลนด์
  9. เปรู
  10. สิงคโปร์
  11. เวียดนาม
  12. สหราชอาณาจักร

ข้อมูลของรัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า CPTPP เปิดให้เศรษฐกิจอื่นเข้าร่วมได้ หากสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานของข้อตกลงและได้รับความเห็นชอบจากสมาชิก CPTPP

แล้วประเทศไทยเป็นสมาชิก CPTPP หรือยัง?

ยังไม่ได้เป็นสมาชิก CPTPP

และนี่เป็นจุดที่ควรอัปเดตจากข้อมูลบทความต้นฉบับซึ่งเขียนขึ้นในปี 2018 เพราะโครงสร้างของ CPTPP ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ในปี 2026 CPTPP มีสมาชิก 12 ประเทศ และกำลังเดินหน้าขยายสมาชิกเพิ่มเติม โดยในเดือนมิถุนายน 2026 สมาชิก CPTPP ได้รายงานความคืบหน้าของการเข้าร่วมของ คอสตาริกาและอุรุกวัย รวมถึงเริ่มการหารือเบื้องต้นกับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นั่นหมายความว่า CPTPP กำลังกลายเป็นความตกลงทางการค้าที่มีสมาชิกและผู้สนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทยจึงยังมีคำถามเชิงนโยบายที่สำคัญว่า หากจะเข้าร่วมในอนาคต ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะคุ้มค่ากับต้นทุนในการเปิดตลาดหรือไม่

จาก TPP สู่ CPTPP เกิดอะไรขึ้น?

เดิมที TPP หรือ Trans-Pacific Partnership เป็นความตกลงที่มีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่

ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

แต่หลังจากสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงในปี 2017 ประเทศที่เหลืออีก 11 ประเทศได้เดินหน้าปรับข้อตกลงและเปลี่ยนชื่อเป็น Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership หรือ CPTPP

CPTPP ยังคงนำเนื้อหาส่วนใหญ่ของ TPP มาใช้ แต่มีบทบัญญัติบางส่วนที่ถูกระงับไว้ โดยตัว CPTPP เป็นสนธิสัญญาแยกต่างหากจาก TPP เดิม

ต่อมา สหราชอาณาจักรได้เข้าร่วม ทำให้ CPTPP มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 12 ประเทศในปัจจุบัน

CPTPP คืออะไร

CPTPP มีความสำคัญอย่างไรกับการค้าโลก?

หัวใจสำคัญของ FTA คือการลดอุปสรรคทางการค้า

เมื่อประเทศต่าง ๆ ลดภาษีหรืออุปสรรคบางประเภทให้แก่กัน สินค้าจากประเทศสมาชิกสามารถเข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนทางการค้าที่แข่งขันได้มากขึ้น

แต่ CPTPP ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่อง “ลดภาษี”

ข้อตกลงยังครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ เช่น

  • การค้าสินค้า
  • กฎถิ่นกำเนิดสินค้า
  • ศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า
  • การค้าบริการ
  • การลงทุน
  • การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • ทรัพย์สินทางปัญญา
  • การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
  • มาตรฐานแรงงาน
  • สิ่งแวดล้อม
  • การแข่งขันทางการค้า

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่ากฎเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า ศุลกากร และการอำนวยความสะดวกทางการค้าเป็นส่วนสำคัญในการรักษาสิทธิประโยชน์ของ CPTPP และช่วยลดความเสี่ยงจากการหลีกเลี่ยงกฎหรือการถ่ายโอนสินค้าที่ไม่ถูกต้อง

ดังนั้น การเข้าร่วม CPTPP จึงไม่ได้หมายความว่า “ลดภาษีแล้วจบ” แต่หมายถึงการยอมรับกติกาทางการค้าหลายด้านร่วมกัน

หากไทยเข้าร่วม CPTPP ประเทศไทยจะได้อะไร?

ประโยชน์ข้อแรกที่เห็นได้ชัดคือ โอกาสในการเปิดตลาดใหม่

โดยเฉพาะประเทศสมาชิกที่ไทยยังไม่มี FTA แบบทวิภาคีหรือสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ครอบคลุมในระดับเดียวกัน

ตัวอย่างที่มักถูกกล่าวถึงคือ แคนาดาและเม็กซิโก

หากไทยมีความตกลงทางการค้าที่เหมาะสมกับประเทศเหล่านี้ ผู้ส่งออกไทยอาจมีโอกาสแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดดังกล่าว

แต่ต้องระวังการสรุปว่า “เข้าร่วม CPTPP แล้วไทยจะส่งออกได้มากขึ้นทันที”

ในความเป็นจริง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

ความสามารถในการแข่งขัน + ต้นทุนการผลิต + ภาษี + กฎถิ่นกำเนิด + มาตรฐานสินค้า + ความต้องการของตลาด

ดังนั้น FTA เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาส ไม่ใช่เครื่องการันตีความสำเร็จของผู้ส่งออก

ไทยมี FTA กับสมาชิก CPTPP อยู่แล้วหลายประเทศ

นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา

ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะไทยมีความตกลงทางการค้ากับสมาชิก CPTPP หลายประเทศอยู่แล้วผ่านทั้งกรอบอาเซียนและความตกลงแบบทวิภาคี

ตัวอย่างเช่น

  • ออสเตรเลีย
  • ญี่ปุ่น
  • มาเลเซีย
  • นิวซีแลนด์
  • สิงคโปร์
  • เวียดนาม
  • บรูไน
  • ชิลี
  • เปรู

ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะเรื่องการลดภาษีสินค้า การเข้าร่วม CPTPP อาจไม่ได้สร้างประโยชน์ใหม่ในระดับเดียวกันสำหรับทุกประเทศสมาชิก

สิ่งที่ต้องวิเคราะห์เพิ่มเติมคือ CPTPP ให้สิทธิประโยชน์หรือกฎเกณฑ์อะไรที่เหนือกว่าความตกลงเดิมที่ไทยมีอยู่แล้ว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการประเมินผลกระทบของ CPTPP จึงต้องดูเป็นรายสินค้าและรายตลาด ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขการค้ารวม

แล้ว CPTPP จะส่งผลอย่างไรต่อ “เนื้อวัว”?

นี่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของ MEAT49 โดยตรง

ในกลุ่มสมาชิก CPTPP มีประเทศผู้ผลิตและส่งออก เนื้อวัว รายสำคัญ เช่น

ออสเตรเลีย

ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกเนื้อวัวรายใหญ่ของโลก และมีระบบการค้ากับประเทศไทยอยู่แล้วผ่านความตกลงไทย-ออสเตรเลียและกรอบอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังเป็นสมาชิก CPTPP และใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ในการเข้าถึงตลาดสมาชิกอื่น ๆ

ดังนั้น หากประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP ผลกระทบต่อ เนื้อวัวนำเข้า จะต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า

สิทธิประโยชน์ใหม่จาก CPTPP แตกต่างจากสิทธิที่ไทยมีอยู่แล้วภายใต้ TAFTA หรือ AANZFTA มากน้อยเพียงใด

นี่เป็นคำถามที่สำคัญกว่าการพูดง่าย ๆ ว่า “CPTPP จะทำให้เนื้อวัวถูกลง”

ถ้าเนื้อวัวนำเข้าถูกลง จะเกิดอะไรขึ้น?

หากในอนาคตมีการลดภาษีหรืออุปสรรคทางการค้าสำหรับ เนื้อวัวนำเข้า จากประเทศสมาชิกเพิ่มเติม สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการแข่งขันในตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น

ผู้ประกอบการอาจมีทางเลือกด้านวัตถุดิบมากขึ้น

ร้านอาหารสามารถเลือกเนื้อวัวได้หลายระดับราคา

ผู้จัดจำหน่ายสามารถบริหาร Product Mix ได้หลากหลายขึ้น

และผู้บริโภคอาจมีทางเลือกมากขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตเนื้อวัวในประเทศก็อาจเผชิญการแข่งขันมากขึ้นเช่นกัน

นี่เป็นตัวอย่างคลาสสิกของผลกระทบจาก FTA เพราะ ผู้บริโภคและธุรกิจบางกลุ่มอาจได้รับประโยชน์ ขณะที่ผู้ผลิตบางกลุ่มต้องปรับตัว

CPTPP คืออะไร

CPTPP ไม่ได้แปลว่าเนื้อวัวทุกชนิดจะถูกลง

ประเด็นนี้ควรทำความเข้าใจให้ชัดเจน

ราคาของ เนื้อวัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาษีนำเข้าเพียงอย่างเดียว

ยังมีต้นทุนอื่นอีกมาก เช่น

  • ราคาวัวในประเทศต้นทาง
  • ค่าแปรรูป
  • ค่าแรง
  • ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
  • ค่า Cold Chain
  • ค่าเงิน
  • ค่าประกัน
  • ต้นทุนการนำเข้า
  • มาตรฐานสุขอนามัย
  • ต้นทุนการตัดแต่ง
  • Supply และ Demand ของตลาดโลก

ดังนั้น แม้ภาษีนำเข้าจะลดลง แต่ถ้าราคาต้นทางของ เนื้อวัวออสเตรเลีย สูงขึ้น หรือค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ราคาขายปลายทางก็อาจไม่ได้ลดลงตามสัดส่วน

นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการร้านอาหารควรติดตามทั้ง FTA และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ไปพร้อมกัน

ผลกระทบต่อร้านชาบูและปิ้งย่าง

สำหรับร้านอาหารที่ใช้เนื้อวัวจำนวนมาก เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ

ร้าน ชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ และบุฟเฟ่ต์ ต้องบริหารต้นทุนเนื้อวัวอย่างใกล้ชิด เพราะวัตถุดิบเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจ

หากตลาดนำเข้ามีการแข่งขันสูงขึ้น ร้านอาหารอาจมีทางเลือกในการจัดหาเนื้อเพิ่มขึ้น

แต่สิ่งที่สำคัญกว่าราคา คือ ความสม่ำเสมอของสินค้า

ตัวอย่างเช่น หากร้านต้องการเนื้อวัวสำหรับสไลซ์ชาบู แต่สินค้าแต่ละล็อตมีความหนาหรือขนาดแตกต่างกันมาก ร้านจะต้องเสียเวลาเตรียมวัตถุดิบเพิ่ม

ในทางกลับกัน หากสามารถจัดหา เนื้อวัวขายส่งที่ตัดแต่งพร้อมใช้งาน ได้อย่างสม่ำเสมอ ร้านสามารถควบคุม Portion และ Food Cost ได้ง่ายกว่า

ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงทางการค้าอาจสร้างโอกาส แต่ผู้ประกอบการยังต้องเลือก Supplier ที่บริหาร Supply Chain ได้ดี

CPTPP กับเนื้อวัวออสเตรเลีย: สิ่งที่ต้องมองให้ลึกกว่าภาษี

กรณี เนื้อวัวออสเตรเลีย เป็นตัวอย่างที่ดีมาก

ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับไทยอยู่แล้ว ทั้ง TAFTA และ AANZFTA

ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียก็อยู่ใน CPTPP

ดังนั้น หากจะประเมินผลของ CPTPP ต่อ เนื้อวัวนำเข้าจากออสเตรเลีย ต้องเปรียบเทียบสิทธิประโยชน์ระหว่าง

สิทธิภายใต้ TAFTA

กับ

สิทธิภายใต้ AANZFTA

และ

สิทธิที่อาจได้รับจาก CPTPP

รวมถึงต้องดู Rules of Origin และเงื่อนไขด้านสุขอนามัยด้วย

การวิเคราะห์ลักษณะนี้จะทำให้เห็นภาพจริงมากกว่าการดูเฉพาะคำว่า “FTA”

CPTPP เปิดโอกาส แต่ก็เพิ่มการแข่งขัน

ข้อดีของการเปิดตลาดคือธุรกิจไทยมีโอกาสเข้าถึงตลาดต่างประเทศมากขึ้น

แต่ในทางกลับกัน สินค้าจากต่างประเทศก็สามารถเข้ามาแข่งขันในไทยได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

นี่คือเหตุผลที่การเข้าร่วม FTA ไม่ควรถูกมองว่าดีหรือไม่ดีแบบขาวกับดำ

สิ่งสำคัญคือ ประเทศไทยมีความพร้อมในการแข่งขันมากแค่ไหน

หากธุรกิจไทยมีประสิทธิภาพสูง การเปิดตลาดอาจกลายเป็นโอกาส

แต่หากธุรกิจใดมีต้นทุนสูงและแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ยาก ก็อาจได้รับแรงกดดันมากขึ้น

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือและสร้างความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับการเปิดตลาด

CPTPP กับความมั่นคงของ Supply Chain

อีกประเด็นที่สำคัญขึ้นมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ Supply Chain Resilience

โลกไม่ได้อยู่ในภาวะที่การค้าระหว่างประเทศเดินหน้าอย่างราบรื่นตลอดเวลาอีกต่อไป

ทั้งสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาษีนำเข้า การปิดเส้นทางขนส่ง และมาตรการทางการค้าสามารถเปลี่ยนทิศทางสินค้าได้อย่างรวดเร็ว

ในปี 2026 สมาชิก CPTPP เองก็ให้ความสำคัญกับเรื่อง Supply Chain Resilience, Trade Diversification และ Trade Facilitation อย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจอาหาร เรื่องนี้มีความหมายมาก

เพราะร้านอาหารไม่สามารถหยุดขายเพียงเพราะวัตถุดิบขาดตลาด

ดังนั้นการมีแหล่งจัดซื้อหลายประเทศและมี Supplier ที่สามารถบริหารสินค้าอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากขึ้น

แล้วประเทศไทยควรเข้าร่วม CPTPP หรือไม่?

คำตอบที่เหมาะสมที่สุดคือ ไม่ควรตัดสินจากประโยชน์หรือผลเสียเพียงด้านเดียว

ประเทศไทยควรพิจารณาอย่างน้อย 5 ประเด็น

1. ไทยจะได้ตลาดใหม่มากแค่ไหน?

ต้องดูว่าการเข้าร่วม CPTPP จะเพิ่มสิทธิประโยชน์จากตลาดที่ไทยยังเข้าถึงได้ไม่เต็มที่มากน้อยเพียงใด

2. สิทธิประโยชน์ใหม่ซ้ำกับ FTA เดิมหรือไม่?

หากไทยมี FTA กับประเทศนั้นอยู่แล้ว ต้องดูว่า CPTPP เพิ่มอะไรให้มากกว่าเดิม

3. สินค้าไทยแข่งขันได้หรือไม่?

การลดภาษีไม่ได้ทำให้สินค้าทุกประเภทแข่งขันได้ทันที

4. ธุรกิจใดจะได้รับผลกระทบ?

ต้องประเมินทั้งผู้ส่งออก ผู้ผลิตภายในประเทศ SMEs เกษตรกร และผู้บริโภค

5. ไทยพร้อมปฏิบัติตามมาตรฐาน CPTPP หรือไม่?

เนื่องจาก CPTPP เป็นข้อตกลงที่มีมาตรฐานค่อนข้างสูง การเข้าร่วมจึงต้องพิจารณาความพร้อมด้านกฎระเบียบของประเทศด้วย

มอง CPTPP ผ่านมุมของธุรกิจเนื้อวัว

สำหรับคนทำธุรกิจ เนื้อวัวขายส่ง สิ่งที่ควรเรียนรู้จากเรื่อง CPTPP คือ ตลาดเนื้อวัวไม่ได้ถูกกำหนดด้วยราคาอย่างเดียว

แต่เกิดจากการเชื่อมโยงของ

การค้า → ภาษี → Supply Chain → ต้นทุน → คุณภาพ → ความต้องการ → ราคา

ตัวอย่างเช่น หากตลาดใดเปิดรับเนื้อวัวนำเข้ามากขึ้น อาจทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา

แต่ถ้าในเวลาเดียวกันตลาดโลกมีวัวน้อยลง ราคาต้นทางก็อาจเพิ่มขึ้น

ดังนั้น แม้ FTA จะช่วยลดต้นทุนบางส่วน แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาสินค้าจะลดลงโดยอัตโนมัติ

สำหรับร้านอาหาร การเลือก Supplier ที่สามารถช่วยบริหารต้นทุนและจัดหาสินค้าอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญไม่แพ้การติดตามนโยบายการค้า

สรุป CPTPP กับประเทศไทยและตลาดเนื้อวัว

CPTPP คือความตกลงการค้าเสรีที่มีความสำคัญต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และในปี 2026 มีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ เวียดนาม และสหราชอาณาจักร

ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก CPTPP ดังนั้นการพูดถึงผลกระทบต่อไทยควรมองเป็น ประเด็นเชิงนโยบายและความเป็นไปได้ในอนาคต มากกว่าการสรุปว่าไทยได้รับสิทธิจาก CPTPP แล้ว

สำหรับ ตลาดเนื้อวัว สิ่งที่น่าสนใจคือ CPTPP มีประเทศผู้ผลิตและส่งออกเนื้อวัวรายสำคัญอย่างออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ในกลุ่มสมาชิก ขณะที่ไทยเองก็มีความตกลงทางการค้ากับหลายประเทศเหล่านี้อยู่แล้ว

ดังนั้น หากประเทศไทยจะเข้าร่วม CPTPP จริง ผลต่อ เนื้อวัวนำเข้า เนื้อวัวออสเตรเลีย และเนื้อวัวขายส่ง จำเป็นต้องวิเคราะห์ทั้งภาษี กฎถิ่นกำเนิด มาตรฐานสินค้า ต้นทุนโลจิสติกส์ และการแข่งขันในประเทศ ไม่ควรมองเฉพาะเรื่องภาษีนำเข้า

และสำหรับผู้ประกอบการร้าน ชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ บุฟเฟ่ต์ และร้านอาหาร สิ่งที่ควรเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้คือการสร้างระบบจัดซื้อที่ยืดหยุ่น มี Supplier ที่เชื่อถือได้ และสามารถเลือกเนื้อวัวให้เหมาะกับทั้งคุณภาพและต้นทุนของร้าน

MEAT49 กับตลาดเนื้อวัวขายส่ง

MEAT49 ให้บริการ เนื้อวัวขายส่ง และ เนื้อโคขุนขายส่ง สำหรับร้านอาหารและธุรกิจ Foodservice มีทั้งเนื้อสด เนื้อแช่แข็ง เนื้อสไลซ์ เนื้อบด และเนื้อที่ตัดแต่งพร้อมใช้งาน เหมาะสำหรับร้าน ชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ และบุฟเฟ่ต์

สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการควบคุมต้นทุนและลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การเลือก เนื้อวัวขายส่งที่เหมาะกับเมนูและรูปแบบการใช้งาน สามารถช่วยให้บริหารวัตถุดิบได้ง่ายขึ้น

📨 สอบถามสินค้าและราคา: INBOX MEAT49
💚 LINE: @meat49food
📞 โทร: 086-393-3163, 097-149-1491

ขายส่งเนื้อโคขุน เนื้อวัวราคาส่ง เนื้อโคขุนสไลด์ ชาบู ปิ้งย่าง Meat49

เพิ่มเพื่อนอ่านต่อ :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *