Skip to content
Home » บทความ » เนื้อวัวขายส่ง เลือกอย่างไรให้คุ้ม? อย่าดูแค่ราคาต่อกิโลกรัม

เนื้อวัวขายส่ง เลือกอย่างไรให้คุ้ม? อย่าดูแค่ราคาต่อกิโลกรัม

เวลาร้านอาหารต้องสั่ง เนื้อวัวขายส่ง สิ่งที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบเป็นอันดับแรกคือ “ราคาต่อกิโลกรัม” เพราะเป็นตัวเลขที่เข้าใจง่ายและเห็นความแตกต่างได้ทันที

สมมติร้านหนึ่งเสนอราคาเนื้อวัวกิโลกรัมละ 300 บาท ขณะที่อีกร้านขายกิโลกรัมละ 330 บาท หลายคนอาจมองทันทีว่าเจ้าแรกประหยัดกว่า 30 บาทต่อกิโลกรัม

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ

เนื้อ 1 กิโลกรัมที่จ่ายเงินไป สามารถนำไปใช้งานหรือขายได้จริงกี่กิโลกรัม?

เพราะเนื้อวัวแต่ละแบบมีปริมาณไขมัน พังผืด กระดูก และส่วนที่ต้องตัดแต่งแตกต่างกัน รวมถึงมีความสูญเสียน้ำหนักระหว่างการปรุงที่ไม่เท่ากันด้วย

USDA Food Buying Guide อธิบายแนวคิดเรื่อง Yield หรือผลผลิตที่นำไปใช้ได้จริงว่าเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนจัดซื้อ การคำนวณปริมาณวัตถุดิบ และการควบคุมต้นทุนอาหาร

ดังนั้น หากต้องการหา เนื้อวัวขายส่งที่คุ้มค่า สิ่งที่ควรเปรียบเทียบไม่ใช่แค่ “บาทต่อกิโลกรัม” แต่ต้องดู ต้นทุนต่อปริมาณที่นำไปใช้ได้จริง ด้วย

กลยุทธ์การตลาดสำหรับธุรกิจที่ใช้ เนื้อวัวขายส่ง เป็นหลัก

สารบัญ

ราคาต่อกิโลกรัมไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงทั้งหมด

ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ

ร้าน A ขายเนื้อวัวราคา 300 บาท/กก.

ซื้อ 10 กิโลกรัม จ่ายเงิน 3,000 บาท แต่หลังจากตัดแต่งไขมันและส่วนที่ไม่ต้องการออก เหลือเนื้อพร้อมใช้ 8 กิโลกรัม

ต้นทุนเนื้อพร้อมใช้จริงคือ

3,000 ÷ 8 = 375 บาท/กิโลกรัม

ส่วนร้าน B ขายเนื้อวัวราคา 330 บาท/กก.

ซื้อ 10 กิโลกรัม จ่าย 3,300 บาท แต่เนื้อผ่านการตัดแต่งมาแล้วและเหลือเนื้อพร้อมใช้ 9.5 กิโลกรัม

ต้นทุนจริงคือ

3,300 ÷ 9.5 = ประมาณ 347 บาท/กิโลกรัม

จากตัวอย่างนี้ แม้ร้าน B จะมี ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า แต่กลับมีต้นทุนต่อเนื้อที่พร้อมใช้ต่ำกว่า

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเลือก เนื้อวัวราคาส่ง สำหรับร้านอาหารควรมองให้ลึกกว่าราคาที่เห็นบนใบเสนอราคา

เนื้อวัวขายส่ง และเนื้อโคขุนขายส่ง

1. ก่อนซื้อเนื้อวัวขายส่ง ต้องรู้ก่อนว่าจะเอาไปทำอะไร

หนึ่งในวิธีประหยัดต้นทุนที่ง่ายที่สุดคือ เลือกเนื้อให้ตรงกับเมนู

ไม่ใช่ทุกเมนูต้องใช้เนื้อราคาแพง และไม่ใช่เนื้อทุกส่วนสามารถนำไปปรุงด้วยวิธีเดียวกันแล้วให้ผลลัพธ์เหมือนกัน

USDA ระบุว่าเนื้อวัวแต่ละส่วนมีระดับความนุ่มแตกต่างกัน โดยเนื้อจากบางส่วน เช่น loin และ rib เหมาะกับการปรุงด้วยความร้อนแห้ง ขณะที่ส่วนที่มีความนุ่มน้อยกว่า เช่น chuck และ round มักเหมาะกับวิธีปรุงที่ใช้ความร้อนชื้นและใช้เวลานานกว่า

ดังนั้นก่อนสั่ง เนื้อโคขุนขายส่ง ควรถามตัวเองก่อนว่า

ทำชาบูหรือไม่?

ถ้าใช่ ควรเลือกเนื้อที่เหมาะกับการสไลซ์บางและปรุงเร็ว

ทำปิ้งย่างหรือไม่?

ควรเลือกส่วนที่เหมาะกับการย่าง และพิจารณาเรื่องไขมันแทรกและความนุ่ม

ทำเนื้อตุ๋นหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องเลือกเนื้อส่วนที่แพงที่สุด เพราะเนื้อบางส่วนที่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันมากสามารถนำไปปรุงด้วยความร้อนและเวลาที่เหมาะสมจนได้สัมผัสที่นุ่มขึ้น

การเลือกให้ตรงกับเมนูจึงช่วยลดการใช้วัตถุดิบเกินความจำเป็น

2. ดูว่า “ตัดแต่งแล้วเหลือเท่าไร” ไม่ใช่ดูแค่ว่าซื้อกี่กิโล

คำว่า Yield อาจฟังดูเป็นศัพท์เฉพาะ แต่จริง ๆ แล้วเข้าใจไม่ยาก

ให้คิดง่าย ๆ ว่า

ซื้อมาเท่าไร และสุดท้ายเหลือของที่นำไปขายหรือนำไปปรุงได้เท่าไร

ตัวอย่างเช่น ร้านซื้อเนื้อ 20 กิโลกรัม

ถ้าต้องตัดแต่งออก 5 กิโลกรัม จะเหลือเนื้อพร้อมใช้เพียง 15 กิโลกรัม

แต่ถ้าอีกเจ้าขายเนื้อที่ตัดแต่งมาแล้วและจาก 20 กิโลกรัมเหลือใช้ 19 กิโลกรัม ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อต้นทุนอย่างชัดเจน

USDA ใช้ข้อมูล Yield เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนปริมาณการซื้อและประมาณปริมาณวัตถุดิบที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

สำหรับร้านที่ซื้อเนื้อวันละหลายสิบกิโลกรัม ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของ Yield สามารถกลายเป็นเงินจำนวนมากในแต่ละเดือนได้

3. เนื้อวัวตัดแต่งพร้อมใช้ อาจช่วยลดต้นทุนแฝง

หลายคนเห็นราคาเนื้อแบบตัดแต่งพร้อมใช้แล้วอาจรู้สึกว่าแพงกว่า

แต่ลองคิดต้นทุนให้ครบ

หากซื้อเนื้อที่ยังไม่ได้ตัดแต่ง ร้านอาจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจาก

  • ค่าแรงพนักงาน
  • เวลาในการเตรียม
  • ค่าอุปกรณ์
  • พื้นที่สำหรับเตรียมวัตถุดิบ
  • น้ำหนักที่สูญเสียจากการตัดแต่ง
  • การจัดเก็บเศษวัตถุดิบ

ในทางกลับกัน หากซื้อ เนื้อวัวขายส่งที่ตัดแต่งและขึ้นรูปพร้อมใช้งาน ร้านสามารถลดขั้นตอนเหล่านี้ลงได้

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเนื้อตัดแต่งพร้อมใช้จะคุ้มกว่าในทุกกรณี แต่ร้านควรนำ ต้นทุนทั้งหมด มาเปรียบเทียบ ไม่ใช่ดูเฉพาะราคาซื้อ

4. ไขมันแทรกมากไม่ได้หมายความว่าคุ้มที่สุด

Marbling หรือไขมันแทรก เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญด้านคุณภาพการรับประทานเนื้อวัว

USDA ระบุว่าไขมันแทรกมีความสัมพันธ์กับความนุ่ม ความฉ่ำ และรสชาติของเนื้อวัว

แต่การเลือกเนื้อที่มีไขมันแทรกสูงที่สุดไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ

ลองนึกถึงร้านชาบูราคาประหยัดกับร้านปิ้งย่างระดับพรีเมียม

ทั้งสองร้านขายเนื้อวัวเหมือนกัน แต่ความต้องการของลูกค้าและราคาขายต่อจานแตกต่างกัน

ร้านหนึ่งอาจต้องการเนื้อที่มีไขมันแทรกพอเหมาะเพื่อให้ได้ความฉ่ำและควบคุมต้นทุน

อีกร้านอาจต้องการเนื้อที่มี Marbling สูงเพื่อสร้างประสบการณ์ระดับพรีเมียม

ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่

“เนื้อไหนมีไขมันแทรกเยอะที่สุด?”

แต่ควรเป็น

“ไขมันแทรกระดับไหนเหมาะกับเมนูและราคาขายของร้าน?”

5. เลือกเนื้อให้เหมาะกับชาบู อย่าจ่ายแพงเกินความจำเป็น

สำหรับร้าน ชาบู ลักษณะของเนื้อที่สำคัญคือสามารถนำไปสไลซ์บางและปรุงได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อนำเนื้อไปจุ่มในน้ำซุปร้อนเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เนื้อควรให้สัมผัสที่รับประทานง่าย

ดังนั้นการเลือกเนื้อชาบูควรพิจารณา

ส่วนของเนื้อ

เลือกส่วนที่เหมาะกับการปรุงเร็ว

ความหนาของการสไลซ์

ความหนามีผลต่อเวลาในการปรุงและประสบการณ์การรับประทาน

ไขมันแทรก

ช่วยเพิ่มความฉ่ำและรสชาติ

ต้นทุนต่อเสิร์ฟ

สำคัญมากสำหรับร้านบุฟเฟต์ที่ต้องควบคุมต้นทุนต่อหัว

หากร้านสามารถเลือกเนื้อที่ให้ประสบการณ์ที่ลูกค้าต้องการในต้นทุนที่เหมาะสมได้ ก็ไม่จำเป็นต้องเลือกสินค้าที่มีราคาสูงที่สุด

เนื้อบด วัตถุดิบคู่ครัวสารพัดประโยชน์ที่คุณควรรู้ เนื้อวัวขายส่ง

6. เนื้อปิ้งย่างต้องคิดถึง “ความสูญเสียระหว่างย่าง”

สำหรับ เนื้อปิ้งย่าง ต้องพิจารณาเรื่องการสูญเสียน้ำหนักระหว่างปรุงด้วย

เนื้อที่นำไปย่างจะสูญเสียน้ำและไขมันบางส่วน และระดับการสูญเสียขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อและวิธีการปรุง

USDA ระบุว่า Yield หลังการปรุงแตกต่างกันตามชนิดของเนื้อ กระบวนการเตรียม และวิธีการปรุง

ดังนั้นหากร้านขายเนื้อเป็นน้ำหนักหลังปรุง หรือใช้เนื้อในการคำนวณต้นทุนต่อจาน ควรทดลองจริงว่า

เนื้อดิบ 1 กิโลกรัม → หลังย่างเหลือกี่กรัม

ตัวเลขนี้จะมีประโยชน์กว่าการคาดเดาจากราคาซื้อเพียงอย่างเดียว

7. อย่าลืมคำนวณต้นทุนแรงงาน

สำหรับร้านอาหารที่มีการเตรียมเนื้อจำนวนมาก ค่าแรง สามารถกลายเป็นต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น

เช่น

ซื้อเนื้อราคาถูกกว่า 20 บาท/กิโลกรัม

แต่ต้องใช้พนักงานตัดแต่งและสไลซ์เพิ่มวันละ 2 ชั่วโมง

หากร้านใช้เนื้อจำนวนมาก ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจมากกว่าส่วนต่างราคาสินค้าเสียอีก

ในทางธุรกิจจึงควรมองว่า

ต้นทุนเนื้อ = ราคาซื้อ + ค่าเตรียม + ค่าแรง + การสูญเสีย

ไม่ใช่เพียงราคาซื้อ

8. ค่าขนส่งก็เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนเนื้อวัว

อีกเรื่องที่หลายร้านมองข้ามคือ ค่าขนส่ง

สมมติร้าน A ขายเนื้อถูกกว่า แต่คิดค่าขนส่งเพิ่มเติม

ส่วนร้าน B ราคาสูงกว่าเล็กน้อย แต่มีระบบจัดส่งที่เหมาะสมกับปริมาณการสั่งซื้อ

หากร้านสั่งสินค้าเป็นประจำ การนำค่าขนส่งมารวมในการคำนวณจะทำให้เห็นต้นทุนจริงมากขึ้น

โดยเฉพาะเนื้อสดและเนื้อแช่แข็ง การขนส่งต้องคำนึงถึงการควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการขนส่งด้วย เพราะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรวดเร็ว แต่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร

9. คุณภาพสม่ำเสมอ สำคัญกว่าราคาถูกเพียงครั้งเดียว

ร้านอาหารต้องการมากกว่าการซื้อเนื้อราคาถูกในวันนี้

สิ่งที่สำคัญคือ สั่งครั้งต่อไปแล้วคุณภาพยังใกล้เคียงเดิมหรือไม่

ลองคิดว่าร้านขายบุฟเฟต์และกำหนดเมนูจากเนื้อชนิดหนึ่ง หากล็อตแรกมีขนาดและคุณภาพดี แต่ล็อตต่อมาไขมันมากขึ้นหรือชิ้นเนื้อแตกต่างกันมาก ร้านอาจควบคุมต้นทุนและประสบการณ์ลูกค้าได้ยาก

ดังนั้นในการเลือก เนื้อวัวขายส่ง ควรพิจารณาความสม่ำเสมอของ

  • ขนาดชิ้น
  • น้ำหนัก
  • การตัดแต่ง
  • ไขมัน
  • รูปแบบการสไลซ์
  • บรรจุภัณฑ์
  • คุณภาพสินค้า

เพราะความสม่ำเสมอช่วยให้ร้านวางแผนเมนูและต้นทุนได้ง่ายขึ้น

10. อย่าประหยัดจนละเลยเรื่องความปลอดภัย

เนื้อวัวราคาถูก ไม่ถือว่าคุ้ม หากต้องแลกกับความเสี่ยงด้านคุณภาพหรือความปลอดภัยอาหาร

กรมปศุสัตว์แนะนำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ และให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ใช่พิจารณาเพียงราคา

ผู้บริโภคควรให้ความสนใจเรื่อง

แหล่งที่มา

รู้ว่าเนื้อมาจากไหนและใครเป็นผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย

การเก็บรักษา

เนื้อสดและเนื้อแช่แข็งต้องได้รับการเก็บรักษาอย่างเหมาะสม

บรรจุภัณฑ์

ควรอยู่ในสภาพสมบูรณ์และมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้

มาตรฐาน

หากมีระบบรับรองมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก็ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการเลือกซื้อ

เพราะการประหยัดเงินไม่ควรหมายถึงการเพิ่มความเสี่ยงให้กับลูกค้า

11. “เนื้อวัวคุ้มค่า” ต้องดูต้นทุนต่อจานด้วย

สำหรับร้านอาหาร ตัวเลขที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่

ราคาเนื้อวัวต่อกิโลกรัม

แต่คือ

ต้นทุนเนื้อวัวต่อจาน

สมมติเนื้อ A ราคา 300 บาท/กก. แต่ต้องตัดแต่งเยอะและมีน้ำหนักสูญเสียสูง

ขณะที่เนื้อ B ราคา 330 บาท/กก. แต่ตัดแต่งพร้อมใช้และสูญเสียน้อยกว่า

หากนำไปคำนวณต้นทุนต่อเสิร์ฟจริง อาจพบว่าเนื้อ B มีต้นทุนต่อจานต่ำกว่า

ดังนั้นร้านอาหารควรเก็บข้อมูลอย่างน้อย 4 ตัวเลข

ราคาซื้อ

น้ำหนักก่อนเตรียม

น้ำหนักพร้อมใช้

จำนวนเสิร์ฟที่ทำได้

เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถคำนวณต้นทุนได้แม่นยำมากขึ้น

12. สูตรง่าย ๆ สำหรับคำนวณว่าเนื้อวัวแบบไหนคุ้ม

ร้านอาหารสามารถเริ่มจากสูตรง่าย ๆ

ต้นทุนเนื้อพร้อมใช้

ราคาที่จ่ายทั้งหมด ÷ น้ำหนักเนื้อหลังตัดแต่ง

เช่น

ซื้อ 10 กิโลกรัม × 320 บาท = 3,200 บาท

หลังตัดแต่งเหลือ 9 กิโลกรัม

ดังนั้น

3,200 ÷ 9 = 355.56 บาท/กก.

ตัวเลข 355.56 บาทนี้สะท้อนต้นทุนเนื้อที่พร้อมใช้งานได้ดีกว่าราคา 320 บาท/กก. ที่เห็นในตอนแรก

จากนั้นจึงนำไปคำนวณต่อว่า

เนื้อ 1 กิโลกรัม ทำได้กี่เสิร์ฟ?

ถ้าทำได้ 10 เสิร์ฟ

ต้นทุนเนื้อเฉพาะวัตถุดิบจะอยู่ที่ประมาณ

35.56 บาท/เสิร์ฟ

ตัวเลขนี้สามารถนำไปประกอบการตั้งราคาขายและวางแผนกำไรของร้านได้

13. Checklist ก่อนสั่งเนื้อวัวขายส่ง

ก่อนสั่งซื้อครั้งต่อไป ลองใช้เช็กลิสต์นี้

ด้านสินค้า

☐ เป็นเนื้อส่วนไหน?

☐ เหมาะกับเมนูอะไร?

☐ มีไขมันแทรกมากน้อยแค่ไหน?

☐ ตัดแต่งแล้วหรือไม่?

☐ สไลซ์หรือขึ้นรูปพร้อมใช้หรือไม่?

ด้านต้นทุน

☐ ราคาต่อกิโลกรัมเท่าไร?

☐ ซื้อแล้วเหลือเนื้อพร้อมใช้เท่าไร?

☐ มีค่าแรงเตรียมเพิ่มหรือไม่?

☐ มีค่าขนส่งหรือไม่?

☐ หลังปรุงเหลือเท่าไร?

☐ 1 กิโลกรัมทำได้กี่เสิร์ฟ?

ด้านคุณภาพและความปลอดภัย

☐ แหล่งที่มาชัดเจนหรือไม่?

☐ บรรจุภัณฑ์เหมาะสมหรือไม่?

☐ มีการเก็บรักษาและขนส่งอย่างเหมาะสมหรือไม่?

☐ มีมาตรฐานหรือระบบรับรองที่ตรวจสอบได้หรือไม่?

หากตอบได้ครบ คุณจะสามารถเปรียบเทียบ เนื้อวัวขายส่ง จากหลายแหล่งได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น

เนื้อวัวขายส่ง

MEAT49 เลือกเนื้อวัวขายส่งให้เหมาะกับธุรกิจ ไม่ใช่แค่เลือกจากราคาถูก

สำหรับร้านอาหาร การเลือก เนื้อวัวขายส่ง ที่เหมาะสมควรมองทั้งเรื่องคุณภาพ การตัดแต่ง รูปแบบสินค้า ความเหมาะสมกับเมนู และต้นทุนรวม

MEAT49 จำหน่าย เนื้อวัวขายส่ง และ เนื้อโคขุนขายส่ง สำหรับร้านอาหาร ชาบู ปิ้งย่าง หมูกระทะ บุฟเฟต์ และผู้ประกอบการอาหาร มีทั้งเนื้อสดและเนื้อแช่แข็ง รวมถึงสินค้าที่ผ่านการตัดแต่งและขึ้นรูปพร้อมใช้งาน ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบและช่วยให้ร้านบริหารจัดการสินค้าได้ง่ายขึ้น

ไม่ว่าจะกำลังมองหา เนื้อชาบู เนื้อปิ้งย่าง เนื้อโคขุน เนื้อสไลซ์ หรือเนื้อวัวสำหรับร้านอาหาร สามารถสอบถามรายละเอียดสินค้าและเลือกประเภทเนื้อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของร้านได้

สินค้าผลิตโดยโรงงานที่ผ่านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น GMP, HACCP, Halal และ อย. พร้อมบริการจัดส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิถึงปลายทาง

หากต้องการ เนื้อวัวราคาส่งหรือเนื้อโคขุนขายส่ง สำหรับร้านอาหาร สามารถติดต่อ MEAT49 เพื่อสอบถามสินค้าและราคาได้โดยตรง

💚 LINE: MEAT49 LINE Official Account
📨 Facebook: MEAT49 Facebook
☎️ โทร: 086-393-3163, 097-149-1491

สรุป: ซื้อเนื้อวัวให้คุ้ม อย่าดูแค่ราคาต่อกิโลกรัม

การซื้อ เนื้อวัวขายส่ง ให้คุ้ม ไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกสินค้าที่มีราคาถูกที่สุด แต่ต้องเลือกสินค้าที่ทำให้เงินทุกบาทที่จ่ายไปสามารถสร้างมูลค่าให้กับร้านได้มากที่สุด

สิ่งที่ควรดูประกอบกันคือ

ราคาซื้อ + Yield + การตัดแต่ง + ค่าแรง + การสูญเสีย + ค่าขนส่ง + น้ำหนักหลังปรุง + จำนวนเสิร์ฟ + คุณภาพ

เพราะเนื้อราคา 300 บาทต่อกิโลกรัมอาจไม่ได้ถูกกว่าเนื้อราคา 330 บาท หากมีการสูญเสียและต้นทุนแฝงมากกว่า

ในทางกลับกัน เนื้อที่มีราคาสูงกว่าเล็กน้อยอาจคุ้มค่ากว่า หากเป็นสินค้าที่ ตัดแต่งพร้อมใช้ คุณภาพสม่ำเสมอ เหมาะกับเมนู และช่วยลดต้นทุนการเตรียมอาหาร

สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร เนื้อวัวขายส่งที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่เนื้อที่ถูกที่สุด แต่คือเนื้อที่ให้ต้นทุนต่อการใช้งานจริงเหมาะสมที่สุด

และเมื่อสามารถเลือก เนื้อวัว เนื้อโคขุน เนื้อชาบู หรือเนื้อปิ้งย่าง ให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น การควบคุมต้นทุนและรักษาคุณภาพอาหารให้สม่ำเสมอก็จะทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก

ขายส่งเนื้อโคขุน เนื้อวัวราคาส่ง เนื้อโคขุนสไลด์ ชาบู ปิ้งย่าง Meat49

เพิ่มเพื่อนอ่านต่อ :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *