Skip to content
Home » บทความ » เนื้อวากิวขายส่ง เลือกอย่างไรให้ได้ของตรงสเปก ไม่จ่ายแพงเพียงเพราะคำว่า A5

เนื้อวากิวขายส่ง เลือกอย่างไรให้ได้ของตรงสเปก ไม่จ่ายแพงเพียงเพราะคำว่า A5

สำหรับร้านอาหารที่กำลังเพิ่มเมนูพรีเมียม คำว่า “Wagyu” เป็นหนึ่งในชื่อที่ดึงความสนใจของลูกค้าได้ทันที แต่ในมุมของเจ้าของร้าน คำถามที่สำคัญกว่า “วากิวไหม?” คือ “วากิวแบบไหน และเหมาะกับเมนูที่เรากำลังขายหรือไม่?”

เหตุผลก็เพราะคำว่า Wagyu เชื่อมโยงกับหลายสิ่งพร้อมกัน ทั้งสายพันธุ์ แหล่งกำเนิด ไขมันแทรก ความนุ่ม รสชาติ และระดับราคา แต่รายละเอียดเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด

ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น หรือ MAFF คำว่า Japanese Wagyu ในระบบของญี่ปุ่นหมายถึงเนื้อจากโค 4 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ Japanese Black, Japanese Brown, Japanese Shorthorn และ Japanese Polled รวมถึงลูกผสมตามเงื่อนไขที่กำหนด และต้องสามารถยืนยันย้อนกลับได้ผ่านระบบ Traceability อีกทั้งต้องเป็นโคที่เกิดและเลี้ยงในญี่ปุ่นตามเงื่อนไขของระบบดังกล่าวด้วย

ดังนั้นเวลาร้านค้นหา เนื้อวากิวขายส่ง จึงไม่ควรดูเพียงคำว่า “Wagyu” บนชื่อสินค้า แต่ควรถามต่อว่าเป็น Wagyu จากประเทศใด เป็นสายพันธุ์หรือสายเลือดแบบไหน ผ่านระบบเกรดอะไร และมีเอกสารหรือข้อมูลแหล่งที่มารองรับอย่างไร

นี่เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ร้านไม่ต้องจ่ายเงินตาม “ชื่อเรียก” มากกว่าคุณภาพที่ได้รับจริง

สารบัญ

A5 ไม่ได้แปลว่าเป็นชื่อสายพันธุ์

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดคือการมองว่า A5 คือชื่อของเนื้อวากิวหรือเป็นสายพันธุ์ของวัว ทั้งที่จริงแล้ว A5 เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดเกรดเนื้อของญี่ปุ่น

Japan Meat Grading Association หรือ JMGA แบ่งเกรดออกเป็น 2 องค์ประกอบ คือ Yield Grade ซึ่งใช้ตัวอักษร A, B และ C และ Meat Quality Grade ซึ่งใช้ตัวเลข 1 ถึง 5 โดยเกรดเนื้อคุณภาพระดับ 5 เป็นระดับสูงสุดของระบบดังกล่าว

ความหมายของตัวอักษรและตัวเลขจึงต่างกัน A ไม่ได้แปลว่า “อร่อยกว่า” และเลข 5 ก็ไม่ได้หมายถึงสายพันธุ์ แต่เป็นการจัดระบบข้อมูลคนละด้าน โดย Yield Grade สะท้อนสัดส่วนเนื้อที่คาดว่าจะได้จากซาก ส่วน Meat Quality Grade ประเมินจาก 4 องค์ประกอบ ได้แก่ ไขมันแทรก สีและความเงาของเนื้อ ความแน่นและลักษณะของเนื้อ รวมถึงสีและคุณภาพของไขมัน

พูดง่าย ๆ คือคำว่า A5 เป็นผลจากการประกอบกันของ “เกรดผลผลิตจากซาก” กับ “เกรดคุณภาพเนื้อ” ไม่ใช่คำที่ใช้ยืนยันเพียงอย่างเดียวว่าเนื้อนั้นเป็น Japanese Wagyu

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ซื้อ เนื้อวากิวขายส่ง ควรแยกคำว่า “สายพันธุ์/แหล่งกำเนิด” ออกจาก “ระบบเกรด” ให้ชัดก่อนเปรียบเทียบราคา

แล้ว BMS คืออะไร ทำไมร้านที่ขายวากิวควรรู้จัก

อีกคำที่ควรรู้ก่อนซื้อ เนื้อวากิวขายส่ง คือ BMS หรือ Beef Marbling Standard ซึ่งเป็นค่าที่เกี่ยวข้องกับระดับไขมันแทรกในระบบการประเมินของญี่ปุ่น

JMGA ระบุว่า Meat Quality Grade ระดับ 5 สอดคล้องกับ BMS No.8–12 ขณะที่เกรด 4 อยู่ที่ BMS No.5–7 และเกรด 3 อยู่ที่ BMS No.3–4

แต่ร้านอาหารไม่ควรนำตัวเลข BMS ไปแปลแบบง่าย ๆ ว่า “เลขยิ่งสูงยิ่งขายได้กำไรมากขึ้น” เพราะต้นทุนของวากิวจะต้องสัมพันธ์กับเมนูและกลุ่มลูกค้าด้วย

ลองนึกภาพร้านชาบูที่ขายบุฟเฟต์ในราคาคงที่ หากเลือกเนื้อที่มีไขมันแทรกสูงมากเกินความต้องการของลูกค้า ต้นทุนวัตถุดิบอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ความสามารถในการเพิ่มราคาขายอาจมีข้อจำกัด ในทางกลับกัน ร้านโอมากาเสะหรือร้านอาหารระดับพรีเมียมอาจมีเหตุผลทางการตลาดที่ชัดเจนในการเลือกเนื้อที่มี Marbling สูง เพราะลูกค้าคาดหวังประสบการณ์ของเนื้อในระดับนั้น

ดังนั้น BMS ควรเป็น “ข้อมูลสำหรับตัดสินใจ” ไม่ใช่ “เป้าหมายที่ต้องสูงที่สุดเสมอ”

Marbling เยอะสำคัญอย่างไรกับรสชาติและความรู้สึกตอนกิน

ไขมันแทรก หรือ Marbling คือไขมันที่กระจายอยู่ภายในกล้ามเนื้อ และเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่ทำให้เนื้อวากิวมีภาพจำที่แตกต่างจากเนื้อวัวทั่วไป

ข้อมูลจาก Australian Butchers Guild ซึ่งอยู่ภายใต้ MLA อธิบายว่า Marbling คือไขมันภายในกล้ามเนื้อ และระดับของ Marbling ได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย เช่น อายุสัตว์ อาหาร และสายพันธุ์ โดยวัวกลุ่ม Wagyu เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในด้านลักษณะไขมันแทรก

แต่ในร้านอาหารจริง สิ่งที่ลูกค้าสัมผัสไม่ได้มีแค่ “ไขมันเยอะ” เพราะยังเกี่ยวข้องกับรูปแบบการกระจายตัวของไขมัน Cut ที่นำมาใช้ ความหนาของชิ้น วิธีปรุง และปริมาณที่เสิร์ฟ

สเต๊กชิ้นหนาที่มี Marbling สูงอาจให้ประสบการณ์หนึ่ง ขณะที่เนื้อวากิวสไลซ์บางสำหรับชาบูหรือปิ้งย่างอาจให้ประสบการณ์อีกแบบ แม้จะเป็นวัตถุดิบในกลุ่มเดียวกัน

จึงไม่แปลกที่ร้านอาหารมืออาชีพจะเลือกวากิวที่มีสเปกแตกต่างกันสำหรับแต่ละเมนู แทนที่จะใช้สินค้าเพียงเกรดเดียวทั้งร้าน

Japanese Wagyu กับ Australian Wagyu ต่างกันตรงไหน

นี่เป็นอีกประเด็นที่เจ้าของร้านควรเข้าใจ เพราะคำว่า “Wagyu” ในตลาดไม่ได้หมายความว่าเนื้อทุกชิ้นมาจากประเทศญี่ปุ่น

MAFF ระบุเงื่อนไขของ Japanese Wagyu ที่ต้องเป็นโคตามสายพันธุ์ที่กำหนดและเกิด-เลี้ยงในญี่ปุ่น พร้อมการตรวจสอบย้อนกลับตามระบบของญี่ปุ่น

ขณะที่ในออสเตรเลียมีการผลิตเนื้อจากโคสาย Wagyu และมีการประเมิน Marbling ผ่านระบบของ AUS-MEAT โดย Australian Butchers Guild ระบุว่า Australian beef มีระบบประเมิน Marbling ของ AUS-MEAT ตั้งแต่ 0 ถึง 9 และยังมีระบบ MSA ที่พิจารณารายละเอียดเพิ่มเติมของการกระจายตัวและขนาดของไขมันแทรก

ดังนั้น เนื้อวากิวญี่ปุ่น และ เนื้อวากิวออสเตรเลีย ไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “อันไหนคือวากิวแท้กว่า” โดยไม่ดูระบบนิยามและมาตรฐานของแต่ละประเทศ เพราะแต่ละระบบอาจใช้วิธีเรียกและประเมินสินค้าที่แตกต่างกัน

สำหรับร้านอาหาร สิ่งที่เหมาะสมกว่าคือการระบุให้ชัดว่าต้องการเนื้อจากประเทศใด ระบบการผลิตแบบไหน ระดับไขมันประมาณใด และต้องการนำไปใช้งานกับเมนูอะไร

ร้านอาหารควรเลือก A5 ทุกครั้งหรือไม่?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่เกรดสูงที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับ Business Model

ถ้าร้านขายสเต๊กพรีเมียมใน Portion ขนาดเล็ก เนื้อที่มี Marbling สูงอาจเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่ลูกค้ายินดีจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าร้านขายชาบูแบบบุฟเฟต์ สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นสมดุลระหว่างความนุ่ม ไขมัน ความสม่ำเสมอของการสไลซ์ และต้นทุนต่อจาน

ในกรณีร้านปิ้งย่างก็เช่นกัน เมนูบางอย่างอาจต้องการไขมันแทรกสูงเพื่อให้เกิดความหอมและฉ่ำ ขณะที่อีกเมนูหนึ่งอาจต้องการเนื้อที่รสชาติเนื้อเด่นกว่า

การเลือกเกรดสูงที่สุดมาใช้กับทุกเมนูอาจกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยไม่ได้เพิ่มรายได้ในสัดส่วนเดียวกัน

นี่เป็นสิ่งที่ร้านอาหารหลายแห่งต้องระวัง เพราะ “คุณภาพที่สูงขึ้น” กับ “ความคุ้มค่าทางธุรกิจ” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

วิธีเลือกเนื้อวากิวขายส่งให้เหมาะกับร้าน เริ่มจากเมนูที่ขายจริง

แทนที่จะเริ่มจากการถาม Supplier ว่า “มี A5 ไหม” ลองเริ่มจากการบอก Supplier ก่อนว่า ร้านขายอะไร

ถ้าเป็นร้านสเต๊ก อาจต้องกำหนด Cut เช่น Ribeye, Striploin หรือ Tenderloin รวมถึงน้ำหนักและความหนาต่อ Portion

ถ้าเป็นร้านชาบู อาจต้องระบุความหนาของการสไลซ์ ลักษณะไขมัน และขนาดต่อแพ็ก

ถ้าเป็นร้านปิ้งย่าง อาจต้องการชิ้นที่มีไขมันแทรกเพียงพอ แต่ยังต้องสามารถแบ่ง Portion ได้สม่ำเสมอ

ถ้าเป็นร้านโอมากาเสะหรือร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียม รายละเอียดแหล่งกำเนิดและ Traceability อาจมีความสำคัญมาก เพราะสามารถนำข้อมูลของวัตถุดิบไปสื่อสารกับลูกค้าได้

เมื่อร้านกำหนดความต้องการจากเมนูแล้ว Supplier จะสามารถเสนอสินค้าที่ตรงกับการใช้งานจริงได้มากขึ้น แทนที่จะขายสินค้าตามชื่อเกรดเพียงอย่างเดียว

อย่าเปรียบเทียบราคาเนื้อวากิวจากกิโลกรัมอย่างเดียว

เมื่อเป็นสินค้าพรีเมียม ราคาต่อกิโลกรัมอาจดูเหมือนเป็นตัวเลขที่ตัดสินใจง่ายที่สุด แต่จริง ๆ แล้วต้นทุนต่อ Portion ต่างหากที่ร้านควรติดตาม

สมมติร้านซื้อวากิวสองรายการ รายการแรกกิโลกรัมละ 1,000 บาท รายการที่สองกิโลกรัมละ 1,250 บาท ฟังดูแล้วรายการแรกถูกกว่า 250 บาทต่อกิโลกรัม แต่ถ้ารายการแรกต้องตัดแต่งมากกว่า มีไขมันหรือพังผืดส่วนที่ไม่ใช้มากกว่า หรือมีรูปทรงที่ทำให้แบ่ง Portion ได้ยาก ต้นทุนของเนื้อที่พร้อมขายอาจเข้าใกล้กันกว่าที่คิด

วิธีคิดจึงควรเริ่มจาก ราคาซื้อ → Yield → น้ำหนักพร้อมใช้ → Portion → ต้นทุนต่อจาน

ตัวอย่างเช่น หากซื้อเนื้อ 10 กิโลกรัมแล้วนำไปเตรียมเป็นวัตถุดิบที่พร้อมขายได้ 9 กิโลกรัม เท่ากับ Yield 90% แต่ถ้าอีกสินค้าหนึ่งได้ 8 กิโลกรัม Yield ก็อยู่ที่ 80% เมื่อร้านนำไปคำนวณต้นทุนจริง ราคาต่อกิโลกรัมของเนื้อพร้อมใช้จะไม่เท่ากับราคาบนใบสั่งซื้อ

นี่คือหลักการเดียวกับการซื้อเนื้อวัวขายส่งทั่วไป แต่เมื่อเป็นวัตถุดิบราคาสูงอย่างวากิว ความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ ใน Yield สามารถส่งผลต่อ Food Cost ได้มากขึ้น

Portion Control สำคัญมากเมื่อขายเมนูวากิว

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ร้านกำหนดเมนูวากิวไว้ที่ 80 กรัมต่อจาน แต่พนักงานแต่ละคนตัดไม่เท่ากัน บางจาน 75 กรัม บางจาน 90 กรัม และบางจานอาจเกิน 100 กรัม

ความแตกต่างเพียงไม่กี่สิบกรัมอาจดูเล็กน้อยเมื่อมองเพียงจานเดียว แต่ถ้าร้านขายวันละหลายสิบหรือหลายร้อยจาน ปริมาณเนื้อที่เกินมาตรฐานสามารถสะสมเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นได้

นี่คือเหตุผลว่าทำไมร้านที่ขาย เนื้อวากิวขายส่ง ควรมีมาตรฐาน Portion ที่ชัดเจน และเลือก Supplier ที่สามารถจัดสินค้าให้สอดคล้องกับ Specification ของร้านได้

งานวิจัยด้าน Foodservice พบว่ารูปแบบการจัดซื้อเนื้อที่แตกต่างกันมีความสัมพันธ์กับ Yield และเวลาที่ใช้ในการเตรียม โดยการประเมินทั้ง Yield และค่าแรงช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้เหมาะสมขึ้นว่าจะซื้อวัตถุดิบแบบก้อน ตัดแต่ง หรือ Portion มาแล้วในรูปแบบใด

ดังนั้น การซื้อวากิวที่ดีไม่จำเป็นต้องหมายถึงการซื้อสินค้าที่ “หรูที่สุด” แต่ควรหมายถึงการซื้อสินค้าที่เข้าสู่ระบบร้านแล้วสามารถควบคุมต้นทุนและคุณภาพได้

ถ้าร้านบอกว่า “ขอวากิวเกรดดี” Supplier ควรถามอะไรกลับ

คำว่า “เกรดดี” เป็นคำที่กว้างเกินไปสำหรับการจัดซื้อระดับมืออาชีพ

Supplier ที่ต้องการเข้าใจธุรกิจของร้านจริง ๆ ควรถามกลับว่า ต้องการแหล่งกำเนิดใด ต้องการ Cut ไหน ต้องการ Marbling ประมาณไหน ต้องการทำเมนูอะไร น้ำหนักต่อ Portion เท่าไร ต้องการตัดแต่งมากน้อยแค่ไหน และงบประมาณต้นทุนต่อจานอยู่ที่เท่าไร

เมื่อข้อมูลละเอียดขึ้น การเสนอราคาก็จะมีความหมายมากขึ้น เพราะร้านสามารถเปรียบเทียบสินค้าใน Specification เดียวกันได้

ตัวอย่างเช่น การเปรียบเทียบ Japanese Wagyu กับ Australian Wagyu ไม่ควรดูเพียงตัวเลขราคา แต่ควรดูด้วยว่าร้านต้องการนำไปขายในบริบทใด ลูกค้าของร้านคาดหวังอะไร และต้นทุนต่อ Portion ที่เหมาะสมอยู่ระดับใด

แหล่งที่มาของเนื้อวากิวสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของร้าน

สำหรับเมนูพรีเมียม ลูกค้าอาจไม่ได้ถามแค่ว่า “อร่อยไหม” แต่ถามว่า “มาจากไหน”

ถ้าร้านระบุว่าเป็น Japanese Wagyu ร้านก็ควรมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะ MAFF ให้ความสำคัญกับระบบ Traceability สำหรับ Japanese Wagyu อย่างชัดเจน

ในกรณีสินค้านำเข้าประเทศไทย ผู้ประกอบการก็ควรให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาและระบบการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์ที่ถูกต้อง กรมปศุสัตว์มีการกำกับดูแลและตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์จากการนำเข้า รวมถึงแหล่งผลิตที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศ

เรื่องนี้มีความสำคัญทั้งในแง่ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการตอบคำถามลูกค้า เพราะสำหรับวัตถุดิบราคาสูง “ข้อมูลของสินค้า” เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่ร้านกำลังขายด้วย

เนื้อวากิวขายส่งที่ดี ต้องเหมาะกับราคาขายของร้าน

ปัญหาใหญ่ของร้านอาหารไม่ได้อยู่ที่ซื้อของแพงเสมอไป แต่อยู่ที่ซื้อของแพงแล้วไม่สามารถส่งต่อคุณค่าดังกล่าวไปยังราคาขายหรือประสบการณ์ของลูกค้าได้

สมมติร้านมีเมนูวากิวจานละ 499 บาท การเลือกเนื้อที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงเกินไปอาจทำให้ Food Cost ตึงจนบริหารกำไรได้ยาก ในทางกลับกัน หากร้านตั้งราคา 1,500 บาทสำหรับเมนูพรีเมียม การเลือกเนื้อที่มีสเปกสูงขึ้นอาจสมเหตุสมผลมากกว่า

ดังนั้นก่อนเลือก เนื้อวากิวขายส่ง ควรรู้ก่อนว่าร้านกำลังขาย “เนื้อ” หรือกำลังขาย “ประสบการณ์”

ถ้าเป็นเนื้อสำหรับบุฟเฟต์ แนวทางอาจแตกต่างจากร้าน Chef’s Table หากเป็นร้านปิ้งย่างในราคาจับต้องได้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วากิวสเปกระดับเดียวกับร้านไฟน์ไดนิ่ง

การเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมจึงต้องเริ่มจากสมการง่าย ๆ คือ ลูกค้าคือใคร + เมนูราคาเท่าไร + ต้องการประสบการณ์แบบไหน + ต้นทุนที่ร้านรับได้เท่าไร

Checklist ก่อนสั่งเนื้อวากิวขายส่งครั้งแรก

ก่อนสั่งจริง ร้านควรตรวจสอบให้ครบทั้งแหล่งกำเนิด ชื่อสินค้า สายพันธุ์หรือประเภท Wagyu ระบบเกรดหรือ Marbling, Cut, น้ำหนักต่อชิ้น ความหนา การตัดแต่ง รูปแบบบรรจุ อายุสินค้า และเงื่อนไขการจัดเก็บ

ที่สำคัญไม่ควรถามเพียงว่า “A5 หรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า A5 ในระบบใด มาจากไหน และสินค้าที่ได้รับตรงกับข้อมูลที่เสนอขายหรือไม่ เพราะ A5 เป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดเกรดของญี่ปุ่น ไม่ใช่ชื่อที่ใช้แทน Wagyu ทุกชนิดทั่วโลก

ถ้าร้านต้องการนำข้อมูลไปใช้สื่อสารกับลูกค้า ควรเก็บข้อมูลของสินค้าไว้เป็นระบบ เพื่อให้พนักงานสามารถตอบคำถามได้ตรงกันทั้งร้าน

สรุป เนื้อวากิวขายส่งที่คุ้ม ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเลขเกรดสูงที่สุด

การเลือก เนื้อวากิวขายส่ง สำหรับร้านอาหารต้องใช้ความเข้าใจมากกว่าการเห็นคำว่า Wagyu หรือ A5 แล้วตัดสินใจซื้อทันที

Wagyu คือเรื่องของสายพันธุ์และแหล่งกำเนิด ขณะที่ A5 เป็นผลจากระบบการจัดเกรดของญี่ปุ่น ส่วน BMS เป็นหนึ่งในข้อมูลที่ใช้ประเมินไขมันแทรก และแต่ละประเทศที่ผลิตเนื้อจากสาย Wagyu ก็อาจใช้ระบบประเมินและสื่อสารคุณภาพแตกต่างกัน

สำหรับร้านอาหาร สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การตามหา “วากิวที่แพงที่สุด” แต่คือการหา วากิวที่ตรงกับเมนู ตรงกับลูกค้า ตรงกับราคาขาย และสามารถควบคุมต้นทุนได้

ก่อนสั่งครั้งต่อไป ลองเปลี่ยนคำถามจาก “มี A5 ไหม?” เป็น “ร้านของเราต้องการวากิวแบบไหนเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ลูกค้าคาดหวังภายใต้ต้นทุนที่เรารับได้?”

คำถามเพียงประโยคเดียวอาจช่วยให้การเลือกวัตถุดิบของร้านแม่นยำขึ้นอย่างมาก

มองหาเนื้อวากิวขายส่งสำหรับร้านอาหาร ติดต่อ MEAT49

MEAT49 Supply Food ให้บริการเนื้อวัวสำหรับร้านอาหาร ทั้งเนื้อวัวขายส่ง เนื้อวัวนำเข้า เนื้อวัวพรีเมียม และสินค้าที่ผ่านการตัดแต่งหรือเตรียมตามลักษณะการใช้งานของร้าน เหมาะสำหรับร้านสเต๊ก ร้านปิ้งย่าง ร้านชาบู ร้านอาหารญี่ปุ่น และธุรกิจอาหารที่ต้องการบริหารวัตถุดิบเนื้อวัวอย่างเป็นระบบ

สำหรับร้านที่กำลังมองหา เนื้อวากิวขายส่ง สามารถสอบถามรายละเอียดสินค้า แหล่งที่มา Cut น้ำหนักต่อ Portion และสเปกที่เหมาะกับเมนูของร้านกับทีม MEAT49 ได้โดยตรง เพื่อช่วยให้การเลือกวัตถุดิบสอดคล้องทั้งกับคุณภาพและต้นทุนของธุรกิจ

LINE Official Account: https://lin.ee/gfwycP0
โทร: 086-393-3163 | 097-149-1491
Facebook Messenger: https://m.me/meat49food
เว็บไซต์: https://meat49.com/

MEAT49 Supply Food — เนื้อวัวขายส่งสำหรับร้านอาหาร เลือกวัตถุดิบให้ตรงสเปก ตรงเมนู และตรงกับต้นทุนที่ร้านต้องการ

ขายส่งเนื้อโคขุน เนื้อวัวราคาส่ง เนื้อโคขุนสไลด์ ชาบู ปิ้งย่าง Meat49

เพิ่มเพื่อนอ่านต่อ :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *