Skip to content
Home » บทความ » เนื้อวัวขายส่ง คำนวณต้นทุนอย่างไร? วิธีคิดราคาต่อจานให้ร้านชาบูและปิ้งย่างกำไรจริง

เนื้อวัวขายส่ง คำนวณต้นทุนอย่างไร? วิธีคิดราคาต่อจานให้ร้านชาบูและปิ้งย่างกำไรจริง

เวลาร้านอาหารสั่ง เนื้อวัวขายส่ง หลายร้านมักใช้วิธีเปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า “เจ้านี้กิโลละเท่าไร?” แล้วเลือกสินค้าที่ราคาต่ำกว่า แต่ในทางบริหารร้านอาหาร วิธีคิดแบบนี้อาจทำให้เข้าใจต้นทุนคลาดเคลื่อนได้ เพราะเนื้อ 1 กิโลกรัมที่ซื้อมาไม่ได้หมายความว่า 1 กิโลกรัมนั้นจะกลายเป็นเนื้อที่เสิร์ฟให้ลูกค้าได้ทั้งหมด ยังมีเรื่องการตัดแต่ง เศษไขมัน น้ำหนักสูญเสียจากการเตรียม และรูปแบบการใช้งานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ข้อมูลจาก Penn State Extension อธิบายว่าปริมาณเนื้อที่ได้หลังการแปรรูปสามารถแตกต่างกันตามวิธีการตัดแต่ง การทำเป็นเนื้อไม่มีกระดูกหรือมีกระดูก รวมถึงระดับไขมันและลักษณะของซาก และการสูญเสียน้ำหนักในแต่ละขั้นตอนย่อมทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของเนื้อที่พร้อมขายสูงขึ้น ดังนั้น หากร้านต้องการควบคุมกำไรจากเมนูเนื้อวัว สิ่งที่ควรรู้ไม่ใช่แค่ “ซื้อกิโลละเท่าไร” แต่ต้องรู้ด้วยว่า สุดท้ายแล้วเนื้อที่พร้อมเสิร์ฟมีต้นทุนจริงกิโลกรัมละเท่าไร

สารบัญ

ทำไมราคาเนื้อวัวขายส่งต่อกิโลกรัมถึงไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริง?

ลองสมมติว่าร้าน A ซื้อเนื้อวัวราคา 220 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนร้าน B ซื้อราคา 240 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อมองจากใบเสนอราคาเพียงอย่างเดียว ร้าน A ดูเหมือนจะได้ราคาดีกว่า

แต่ถ้าเนื้อของร้าน A ต้องตัดแต่งออกจำนวนมาก ขณะที่สินค้าของร้าน B ผ่านการตัดแต่งพร้อมใช้งานแล้ว ความแตกต่างของราคาซื้ออาจไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงเลย

ตัวอย่างเช่น หากซื้อเนื้อ 10 กิโลกรัมในราคา 220 บาทต่อกิโลกรัม จะมีต้นทุนซื้อ 2,200 บาท หากหลังจากตัดแต่งแล้วเหลือเนื้อพร้อมใช้งาน 8 กิโลกรัม ต้นทุนของเนื้อพร้อมใช้จะเท่ากับ 275 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ 220 บาทต่อกิโลกรัม

สูตรง่าย ๆ คือ

ต้นทุนเนื้อพร้อมใช้ = ราคาซื้อทั้งหมด ÷ น้ำหนักเนื้อพร้อมใช้

ตัวเลขนี้เหมาะสำหรับใช้เปรียบเทียบ เนื้อวัวขายส่ง หลายตัวเลือก เพราะทำให้ร้านเห็นภาพว่าตัวไหนมีต้นทุนจริงต่อกิโลกรัมหลังเตรียมวัตถุดิบแล้ว

Penn State Extension ก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่าเมื่อเนื้อผ่านกระบวนการจากซากไปเป็นชิ้นเนื้อสำหรับจำหน่าย น้ำหนักจะลดลงตามกระบวนการ และต้นทุนต่อหน่วยของผลิตภัณฑ์สุดท้ายจึงเพิ่มขึ้นตามลำดับ

ต้นทุนเนื้อวัว 1 กิโลกรัม ไม่เท่ากับต้นทุนต่อจาน

เมื่อได้ต้นทุนเนื้อพร้อมใช้แล้ว ขั้นต่อไปคือคำนวณว่าแต่ละเมนูใช้เนื้อกี่กรัม

สมมติร้านชาบูมีเนื้อพร้อมใช้ต้นทุน 280 บาทต่อกิโลกรัม และกำหนดเสิร์ฟเนื้อ 80 กรัมต่อจาน

80 กรัม = 0.08 กิโลกรัม

ดังนั้นต้นทุนเนื้อในหนึ่งจานคือ

280 × 0.08 = 22.40 บาท

หากเมนูนี้ขาย 99 บาท และยังไม่มีต้นทุนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเห็นได้ว่าต้นทุนเฉพาะเนื้อคิดเป็นประมาณ 22.6% ของราคาขาย

แต่ร้านอาหารจริงยังมีต้นทุนอื่น เช่น น้ำซุป น้ำจิ้ม ผัก เครื่องเคียง ค่าแรง ค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค บรรจุภัณฑ์ และการสูญเสียจากวัตถุดิบ ดังนั้นตัวเลขต้นทุนเนื้อจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนอาหารทั้งหมด

University of Florida ยังมีแนวทางเรื่องการเปรียบเทียบ Cost per Serving โดยชี้ว่าการเปรียบเทียบอาหารควรมองต้นทุนต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ไม่ใช่ดูราคาซื้อเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นหลักคิดที่นำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารวัตถุดิบในร้านอาหารได้โดยตรง (agris.fao.org)

ร้านชาบูควรคำนวณต้นทุนเนื้ออย่างไร?

ร้าน ชาบู มีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือสามารถกำหนดน้ำหนักเนื้อต่อเสิร์ฟได้ค่อนข้างชัดเจน เช่น 50 กรัม 80 กรัม หรือ 100 กรัมต่อจาน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขาย

หากร้านขายแบบ A La Carte การกำหนดน้ำหนักมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากพนักงานแต่ละคนตักเนื้อไม่เท่ากัน ต้นทุนต่อจานก็จะไม่คงที่

สมมติร้านกำหนดเนื้อชาบู 70 กรัมต่อจาน และต้นทุนเนื้อพร้อมใช้คือ 300 บาทต่อกิโลกรัม

ต้นทุนเนื้อหนึ่งจาน = 300 × 0.07 = 21 บาท

แต่ถ้าวันหนึ่งพนักงานตักเฉลี่ย 90 กรัมแทนที่จะเป็น 70 กรัม ต้นทุนก็จะกลายเป็น

300 × 0.09 = 27 บาทต่อจาน

ดูเหมือนต่างกันเพียง 6 บาท แต่ถ้าร้านขาย 500 จานต่อวัน ส่วนต่างจะเป็น 3,000 บาทต่อวัน และหากเปิดร้าน 30 วัน ส่วนต่างจะกลายเป็น 90,000 บาทต่อเดือน

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า การควบคุม Portion สำคัญพอ ๆ กับการต่อรองราคาเนื้อวัวขายส่ง

ร้านที่ซื้อเนื้อถูกแต่ควบคุมปริมาณเสิร์ฟไม่ได้ อาจมีต้นทุนสูงกว่าร้านที่ซื้อเนื้อแพงกว่าเล็กน้อยแต่กำหนด Portion ได้อย่างแม่นยำ

ร้านปิ้งย่างต้องระวังเรื่องน้ำหนักสูญเสีย

สำหรับ เนื้อปิ้งย่าง การคำนวณต้นทุนมีอีกมิติที่ควรให้ความสนใจ เพราะน้ำหนักของเนื้อก่อนปรุงกับหลังปรุงอาจไม่เท่ากัน

การสูญเสียน้ำหนักระหว่างการเตรียมและปรุงอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาเมื่อคำนวณต้นทุนอาหาร โดย Penn State Extension ระบุว่าการสูญเสียน้ำหนักสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขั้นตอนการแปรรูป รวมถึงการบ่มและการเตรียมเนื้อในรูปแบบต่าง ๆ

สำหรับร้านปิ้งย่าง สิ่งที่ควรติดตามคือ น้ำหนักก่อนปรุง → น้ำหนักหลังปรุง → จำนวนเสิร์ฟจริง

หากร้านซื้อเนื้อมา 10 กิโลกรัม ไม่ควรสรุปว่ามีวัตถุดิบสำหรับเสิร์ฟ 10 กิโลกรัมเต็ม ๆ เพราะอาจมีการตัดแต่งและน้ำหนักสูญเสียจากการปรุง

การทดลองชั่งจริงจากครัวของร้านจึงมีประโยชน์มากกว่าการใช้ตัวเลขประมาณการเพียงอย่างเดียว

ร้านสามารถเลือกเนื้อหนึ่งรายการมาทดลอง เช่น 5 กิโลกรัม แล้วบันทึกน้ำหนักตั้งแต่รับสินค้า หลังตัดแต่ง หลังสไลด์ และหลังปรุง จากนั้นนำข้อมูลไปคำนวณต้นทุนจริง วิธีนี้จะทำให้รู้ว่าเมนูนั้นมีต้นทุนต่อเสิร์ฟเท่าไรอย่างแม่นยำมากขึ้น

เนื้อโคขุนขายส่งราคาถูกกว่า อาจไม่ได้แปลว่ากำไรมากกว่า

เรื่องนี้เป็นจุดที่เจ้าของร้านอาหารควรระวังมากที่สุด

สมมติว่า

สินค้า A ราคา 220 บาท/กก.
หลังตัดแต่งเหลือ 80%
ต้นทุนเนื้อพร้อมใช้ = 275 บาท/กก.

ขณะที่

สินค้า B ราคา 245 บาท/กก.
หลังตัดแต่งเหลือ 95%
ต้นทุนเนื้อพร้อมใช้ ≈ 258 บาท/กก.

แม้สินค้า B จะมีราคาซื้อสูงกว่า 25 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อคิดจากเนื้อที่นำไปใช้งานจริงกลับมีต้นทุนต่ำกว่า

ตัวอย่างนี้เป็นเพียง ตัวอย่างสมมติสำหรับอธิบายวิธีคิด ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกประเภทจะมีอัตราการสูญเสียตามตัวเลขนี้ เพราะ Yield จริงขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อ วิธีตัดแต่ง และรูปแบบสินค้า

Penn State ระบุว่าผลผลิตที่ได้จากเนื้อวัวแตกต่างกันได้ตามปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงการตัดแบบ Bone-in หรือ Boneless และปริมาณไขมันที่ต้องตัดออก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมร้านควรเปรียบเทียบ ต้นทุนเนื้อที่พร้อมใช้งาน มากกว่าราคาหน้าใบเสนอราคา

ทำไมสินค้าตัดแต่งพร้อมใช้จึงมีมูลค่ามากกว่าราคาต่อกิโลกรัม?

เจ้าของร้านบางคนอาจมองว่าสินค้าที่ผ่านการตัดแต่งแล้วมีราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าเนื้อที่ยังไม่ได้เตรียม แต่สิ่งที่ต้องนำมาคิดด้วยคือ ค่าแรง เวลา และของเสียที่ร้านไม่ต้องรับภาระเอง

หากพนักงานต้องใช้เวลาตัดแต่งเนื้อวันละหลายชั่วโมง ร้านมีต้นทุนค่าแรงเกิดขึ้น แม้จะไม่ได้เห็นเป็นค่าใช้จ่ายแยกอยู่บนใบสั่งซื้อ

นอกจากนี้ยังมีต้นทุนด้านพื้นที่ อุปกรณ์ การทำความสะอาด และการจัดการเศษเนื้อ

ดังนั้นสินค้าที่พร้อมใช้งานอาจมีราคาซื้อสูงกว่า แต่สามารถลดต้นทุนแฝงบางส่วนได้

ข้อมูลจาก Penn State Extension ยังแนะนำให้ผู้ประกอบการพิจารณาทั้งต้นทุนโดยตรงและต้นทุนแฝงในการประเมินความคุ้มค่าของธุรกิจ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อวัวเช่นกัน

สูตรคำนวณต้นทุนเนื้อวัวที่ร้านอาหารนำไปใช้ได้ทันที

เจ้าของร้านสามารถทำตารางง่าย ๆ เพื่อเปรียบเทียบ เนื้อวัวขายส่ง แต่ละรายการได้ โดยใช้สูตรหลัก 4 ขั้นตอน

ขั้นที่ 1 คำนวณต้นทุนซื้อทั้งหมด

ราคาต่อกิโลกรัม × น้ำหนักที่ซื้อ = ต้นทุนซื้อ

ขั้นที่ 2 หาน้ำหนักหลังตัดแต่ง

น้ำหนักที่ซื้อ − น้ำหนักส่วนที่ตัดทิ้ง = น้ำหนักพร้อมใช้

ขั้นที่ 3 คำนวณต้นทุนต่อกิโลกรัมพร้อมใช้

ต้นทุนซื้อ ÷ น้ำหนักพร้อมใช้ = ต้นทุนจริงต่อกิโลกรัม

ขั้นที่ 4 คำนวณต้นทุนต่อจาน

ต้นทุนต่อกิโลกรัมพร้อมใช้ × ปริมาณเนื้อที่ใช้ต่อจาน = ต้นทุนเนื้อต่อจาน

จากนั้นจึงนำต้นทุนเนื้อไปบวกกับวัตถุดิบอื่น ๆ เพื่อหาต้นทุนอาหารทั้งหมดของเมนู

หลักการนี้ช่วยให้ร้านสามารถตอบคำถามที่สำคัญกว่า “ซื้อเนื้อกิโลละเท่าไร?” นั่นคือ “เมนูนี้ใช้เงินกับเนื้อจริง ๆ จานละกี่บาท?”

ร้านบุฟเฟ่ต์ควรคิดต่างจากร้าน A La Carte

สำหรับร้าน A La Carte การคำนวณต้นทุนต่อจานค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะสามารถกำหนดน้ำหนักเนื้อต่อเมนูได้ เช่น เมนูหนึ่งใช้เนื้อ 150 กรัม

แต่ร้านบุฟเฟ่ต์มีความซับซ้อนกว่า เพราะลูกค้าแต่ละคนรับประทานไม่เท่ากัน

ร้านบุฟเฟ่ต์จึงควรมอง ต้นทุนเนื้อเฉลี่ยต่อลูกค้า มากกว่าต้นทุนต่อจาน

ตัวอย่างเช่น หากร้านมีลูกค้า 100 คนต่อวัน และใช้เนื้อรวม 35 กิโลกรัม ต้นทุนเนื้อเฉลี่ยต่อลูกค้าคือ

35 ÷ 100 = 0.35 กิโลกรัม หรือ 350 กรัมต่อลูกค้า

หากต้นทุนเนื้อพร้อมใช้เฉลี่ย 280 บาทต่อกิโลกรัม

350 กรัม × 280 บาท = 98 บาทต่อลูกค้า

นี่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์มากในการออกแบบราคาบุฟเฟ่ต์ เพราะเจ้าของร้านสามารถนำต้นทุนเนื้อเฉลี่ยต่อลูกค้าไปเปรียบเทียบกับราคาขาย และรวมกับต้นทุนอื่น ๆ เพื่อประเมินกำไรขั้นต้นของแพ็กเกจได้

อย่าลืมดู Yield ก่อนเปรียบเทียบเนื้อวัวขายส่ง

คำว่า Yield ในบริบทของเนื้อหมายถึงสัดส่วนของเนื้อที่สามารถนำไปใช้หรือจำหน่ายได้เมื่อเทียบกับปริมาณเริ่มต้น

ข้อมูลจาก Utah State University Extension แสดงให้เห็นว่า Yield Grade ที่แตกต่างกันสัมพันธ์กับปริมาณเนื้อไม่มีกระดูกและตัดแต่งแล้วที่สามารถนำไปจำหน่ายได้ โดยระดับ Yield Grade ที่ให้ผลผลิตสูงจะมีสัดส่วนเนื้อที่ขายได้มากกว่า

แนวคิดนี้มีประโยชน์กับร้านอาหารอย่างมาก เพราะช่วยให้เราเข้าใจว่า น้ำหนักวัตถุดิบกับน้ำหนักที่สร้างรายได้ให้ร้านไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

หากซื้อเนื้อที่มีส่วนต้องตัดทิ้งมาก ต้นทุนของส่วนที่ขายหรือเสิร์ฟได้จะสูงขึ้น ในขณะที่เนื้อที่ผ่านการเตรียมมาอย่างเหมาะสมอาจช่วยให้ร้านคาดการณ์ปริมาณใช้งานได้แม่นยำกว่า

3 ตัวเลขที่เจ้าของร้านควรเก็บทุกเดือน

หากต้องการบริหาร เนื้อวัวขายส่ง อย่างจริงจัง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบบัญชีที่ซับซ้อน เพียงเก็บตัวเลข 3 ตัวนี้อย่างต่อเนื่องก็ช่วยได้มาก

หนึ่ง — ราคาซื้อเฉลี่ยต่อกิโลกรัม เพื่อดูว่าต้นทุนวัตถุดิบเปลี่ยนแปลงอย่างไร

สอง — Yield หรือสัดส่วนเนื้อพร้อมใช้ เพื่อดูว่าเนื้อที่ซื้อมาเหลือใช้จริงเท่าไร

สาม — ปริมาณการใช้ต่อยอดขายหรือต่อลูกค้า เพื่อดูว่าร้านใช้เนื้อสัมพันธ์กับรายได้มากน้อยแค่ไหน

เมื่อมีข้อมูลย้อนหลัง ร้านจะสามารถมองเห็นความผิดปกติได้ เช่น เดือนนี้ราคาซื้อเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนต่อจานเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ควร หรือปริมาณเนื้อที่ใช้ต่อลูกค้าเพิ่มขึ้นโดยที่ราคาขายไม่ได้เปลี่ยน

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เจ้าของร้านตัดสินใจได้จากตัวเลขจริง แทนการใช้ความรู้สึก

เลือกเนื้อวัวขายส่งให้เหมาะกับระบบร้าน MEAT49

สำหรับร้านอาหาร การเลือก เนื้อวัวขายส่ง ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาต่อกิโลกรัม แต่ควรดูรูปแบบสินค้าและต้นทุนที่เกิดขึ้นตลอดกระบวนการ ตั้งแต่รับสินค้า ตัดแต่ง เตรียม สไลด์ ไปจนถึงเสิร์ฟให้ลูกค้า

MEAT49 มีวัตถุดิบสำหรับร้านอาหารหลากหลายรูปแบบ ทั้ง เนื้อโคขุน เนื้อวัวนำเข้า เนื้อสด เนื้อแช่แข็ง เนื้อชาบู เนื้อปิ้งย่าง เนื้อสไลด์ เนื้อแร็พ เนื้อปั้น และเนื้อบด เพื่อรองรับร้านชาบู บุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ ปิ้งย่าง และร้านอาหารประเภทต่าง ๆ

สินค้าหลายรายการผ่านการตัดแต่งและขึ้นรูปพร้อมใช้งาน ช่วยให้ร้านลดขั้นตอนในการเตรียมวัตถุดิบ และสามารถวางแผนปริมาณการใช้ได้ง่ายขึ้น

หากร้านกำลังเปรียบเทียบ เนื้อโคขุนขายส่ง หลายตัวเลือก อย่าดูเพียงราคาต่อกิโลกรัม แต่ควรเปรียบเทียบว่าแต่ละตัวมีน้ำหนักพร้อมใช้เท่าไร ใช้แรงงานเตรียมมากแค่ไหน และสุดท้ายกลายเป็นต้นทุนต่อจานเท่าไร

เพราะบางครั้ง เนื้อที่ซื้อแพงกว่าเล็กน้อย อาจเป็นเนื้อที่ทำกำไรให้ร้านได้มากกว่า หากลดของเสีย ลดเวลาเตรียม และควบคุม Portion ได้ดี

สรุป: ซื้อเนื้อถูก ไม่สำคัญเท่าซื้อเนื้อแล้วคุมต้นทุนได้

การบริหาร เนื้อวัวขายส่ง สำหรับร้านอาหารควรเปลี่ยนจากการถามว่า “กิโลละเท่าไร?” มาเป็น “ต้นทุนต่อจานเท่าไร?”

ราคาซื้อเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะยังมีน้ำหนักสูญเสียจากการตัดแต่ง การเตรียม การปรุง และ Portion ที่ต้องนำมาคำนวณด้วย การใช้แนวคิด Yield และ Cost per Serving จะช่วยให้ร้านเห็นต้นทุนที่ใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น

โดยเฉพาะร้านชาบูและปิ้งย่างที่ใช้เนื้อวัวจำนวนมาก การควบคุมเพียงไม่กี่กรัมต่อเสิร์ฟอาจส่งผลต่อต้นทุนรวมอย่างมีนัยสำคัญเมื่อสะสมเป็นจำนวนหลายร้อยหรือหลายพันเสิร์ฟ

ดังนั้นก่อนตัดสินใจสั่ง เนื้อโคขุนขายส่ง หรือ เนื้อวัวราคาส่ง ครั้งต่อไป ลองถามตัวเอง 4 ข้อว่า ราคาซื้อเท่าไร? เหลือเนื้อพร้อมใช้เท่าไร? ต้นทุนต่อกิโลกรัมพร้อมใช้เท่าไร? และสุดท้ายต้นทุนต่อจานหรือต่อลูกค้าเท่าไร?

เมื่อมีตัวเลขครบ ร้านจะสามารถเลือกวัตถุดิบได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องเลือกสินค้าที่ถูกที่สุดเสมอไป แต่สามารถเลือกสินค้าที่ คุ้มค่าที่สุดต่อการทำกำไรของร้าน

ขายส่งเนื้อโคขุน เนื้อวัวราคาส่ง เนื้อโคขุนสไลด์ ชาบู ปิ้งย่าง Meat49

เพิ่มเพื่อนอ่านต่อ :

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *